Market Zone > Market Place for OPEL Spare Parts

รักษ์อะไหล่ยนต์ ย่านวรจักร จำหน่ายอะไหล่ Opel อะไหล่แท้ ทุกรุ่น มือหนึ่ง ถูก

<< < (2/6) > >>

ruxalaiyont:
เมื่อวันก่อนได้ไปต่างจังหวัด ณ ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง admin เห็นคนมุงๆกัน เลยเข้าไปถาม ปรากฏว่ารถยนต์ของลูกค้ารายนึงโดนขโมยไป !!!! เหตุการณ์นี้เอง admin เลยไปหา tips ในการจอดรถตามห้าง เพื่อนๆ (รวมถึง admin) จะได้ไม่ต้องกลัวโดนขโมยกัน

1. จอดรถในชั้นที่มีทางเข้าห้างฯเท่านั้น
ห้างสรรพสินค้าบางแห่ง อาจแบ่งที่จอดรถออกเป็นสองชั้น ต่อชั้นของตัวห้างฯหนึ่งชั้น ทำให้เกิดเป็นชั้นครึ่งที่ไม่มีทางเข้าห้างโดยตรง จำเป็นต้องเดินขึ้น-ลงบันไดเพื่อไปยังชั้นที่มีทางเข้าตัวห้างฯ ซึ่งชั้นครึ่งเหล่านี้มักมีผู้คนเดินพลุกพล่านน้อยกว่าชั้นปกติ ทำให้หัวขโมยสามารถลงมือได้ง่ายขึ้น ทางที่ดีควรเลี่ยงชั้นครึ่งเหล่านี้ ไปจอดชั้นที่มีทางเข้าห้างสรรพสินค้าแทนเสียจะดีกว่า อย่างน้อยก็มีคนเดินผ่านไปผ่านมาช่วยเป็นหูเป็นตา

2. จอดรถใกล้ทางเข้าห้างฯมากที่สุด
นอกจากจะจอดรถในชั้นที่มีทางเข้าไปยังตัวห้างฯแล้ว ยังควรจอดรถใกล้กับประตูห้างฯด้วย เนื่องจากเป็นจุดที่มีคนเดินผ่านอยู่แล้ว หากจอดรถไว้ที่ไกลๆ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยวและลับตาคน เพิ่มความเสี่ยงต่อการโจรกรรมมากยิ่งขึ้น

3. ตรวจสอบให้แน่ใจทุกครั้งว่าล็อคประตู
เจ้าของรถควรดับเบิ้ลเช็ค หรือตรวจสอบซ้ำทุกครั้งหลังล็อคประตูรถ ว่าถูกล็อคเรียบร้อยแล้วจริงๆ ด้วยการดึงมือเปิดประตูอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเปิดไม่ออก สำหรับรถบางรุ่นที่มีระบบ Keyless Entry ที่ใช้มือเปิดประตูแบบสัมผัส ก็เพียงก้มลงไปดูว่าตัวล็อคภายในถูกกดลงแล้ว
เนื่องจากปัจจุบันหัวขโมยมีเครื่องมือที่สามารถส่งสัญญาณรบกวนคลื่นรีโมทของรถ ซึ่งหากเจ้าของรถไม่ตรวจสอบอย่างรอบคอบ ก็อาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้โดยง่าย

4. จอดรถในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ
การจอดรถในที่มืด ช่วยให้เหล่ามิจฉาชีพทำงานได้สะดวกขึ้น เนื่องจากโอกาสที่จะถูกพบเห็นมีน้อยกว่า ทางที่ดีควรจอดในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ เพราะนอกจากตัวรถจะปลอดภัยขึ้นแล้ว ยังเพิ่มปลอดภัยต่อเจ้าของรถขณะอยู่เดินอยู่ในที่จอดรถอีกด้วย

5. เก็บของมีค่าให้มิดชิดที่สุด
ข้อนี้เป็นจุดที่คุณผู้หญิงส่วนใหญ่มองข้ามอยู่บ่อยๆ เนื่องจากบางคนมักเก็บกระเป๋าถือไว้ใต้เบาะคนนั่ง แล้วปล่อยให้สายกระเป๋าโผล่ออกมาโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งหัวขโมยก็จะรู้ทันทีว่ามีของมีค่าอยู่ใต้เบาะแน่นอน
ทางที่ดีควรเก็บสิ่งของประเภทกระเป๋า อุปกรณ์ราคาแพงต่างๆ หรือแม้แต่ถุงที่มีลักษณะสวยงาม เช่น ถุงผ้าสักหลาด เอาไว้ในกระโปรงท้ายรถให้หมด ส่วนรถที่มีลักษณะแฮทช์แบ็คก็ควรปิดแผงบังตาไว้ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้โจรพบเห็นสิ่งของได้ง่าย

แม้ว่าที่กล่าวมานั้น อาจไม่ช่วยป้องกันมิจฉาชีพได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงลงได้เป็นอย่างดี ... เดี๋ยววันหลัง admin จะมาพูดถึงเรื่อง ถ้ารถหาย เราควรทำยังไง แจ้งที่ใคร ให้เพื่อนๆได้ทราบกัน



Cr. sanook

ติดตามบทความดีๆ และ click like เพื่อสนับสนุนเราได้ทาง www.facebook.com/ruxalaiyont

สนับสนุนบทความดีๆ โดย รักษ์อะไหล่ยนต์ (Ruxalaiyont Limited Partnership)

ruxalaiyont:
จากที่ admin ได้พูดถึงเรื่อง tips ในการจอดรถในห้างที่เสี่ยงต่อการขโมยน้อยที่สุด วันนี้ admin จะมาพูดเรื่อง ถ้าเกิดรถเราหายขึ้นมาจริงๆ เราควรทำอย่างไรกัน....

1.) ตั้งสติ ทำการจดรายละเอียดรถยนต์ของเราออกมา ไม่ว่าจะเป็น ป้ายทะเบียนรถยนต์ สี ตำหนิ ต่าง หรือแม้กระทั่งของกระจุกกระจิ๊ก รวมถึงเวลาและสถานที่ จดออกมาให้ได้เยอะที่สุด แล้วเตรียมรายละเอียดไว้เพื่อดำเนินการขั้นต่อไป

2.) ให้ไปยังสถานีตำรวจในท้องที่หรือตู้ตำรวจที่ใกล้ที่สุดเท่าที่จะหาได้ไม่ว่า ระหว่างทางก็แจ้ง สายด่วนรถหาย 1599 ด้วย เมื่อหาพี่ตำรวจเจอแล้วแจ้งเรื่องรถหาย เขาจะทำการเรียกวิทยุเพื่อตรวจสอบ เผื่อโชคดี โจรจะยังหนีรอดไปไม่ไกล ในขณะเดียวกันเราเองก็ต้องประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะศูนย์วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน สวพ.91 และอื่นๆ ที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ พร้อมแจ้งรายละเอียด ชื่อคุณและสถานที่ๆหาย เพื่อให้พลเมืองดีบนถนนช่วยกันสกัดจับ

3.) แจ้งไปยังบริษัทประกันภัยที่เราได้ทำสัญญาไว้ด้วย ซึ่งบริษัทประกันภัยเหล่านี้จะมีเจ้าหน้าที่เคลมประกัน ซึ่งมีประโยชน์มากๆ เนื่องจากพวกเขาใช้มอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะ ทำให้คนร้ายมักไม่สังเกตและสามารถรวบได้ หากพบเห็น และในการแจ้งยังบริษัทประกันแต่เนิ่นๆ ทำให้บริษัทประกันมองเจตนาของเราว่าไม่ได้มีการสร้างเรื่องรถหายเพื่อชดใช้หนี้ไฟแนนซ์ ซึ่งมีหลายคนทำ

4.) หากสุดท้ายแล้วคุณไม่เจอรถยนต์สุดที่รักของคุณจริงๆ โดยให้ใช้ระยะเวลาประมาณ 7 วันในการโทรศัพท์ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งต่างๆที่ได้แจ้งไว้ โดยสำหรับการติดตามของตำรวจนั้นสามารถติดตามได้ทาง www.lostcar.go.th ก็ให้เราดำเนินการเคลมสินไหมทดแทนจากบริษัทประกัน ซึ่งจะเรียกเราเข้าไปคุยที่สำนักงานใหญ่ และต้องมีการตรวจสอบเหตุการณ์ โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ หากไม่พบพิรุธ เขาก็จะดำเนินการชดใช้สินไหมให้ตามสัญญา

รายละเอียดเบอร์โทร เหตุฉุกเฉิน
1599 สายด่วนรถหาย
191 เหตุด่วนเหตุร้าย
1644 สวพ. 91
1677 – 1678 ร่วมด้วยช่วยกัน



Cr. sanook

ติดตามบทความดีๆ และ click like เพื่อสนับสนุนเราได้ทาง www.facebook.com/ruxalaiyont

สนับสนุนบทความดีๆ โดย รักษ์อะไหล่ยนต์ (Ruxalaiyont Limited Partnership)

ruxalaiyont:
เกี่ยวกับเรื่องไฟเบรก ถือว่าสำคัญมาก (อันนี้ admin confirm) รถคันไหนไฟเบรกขาด ถือว่ามีความอันตรายอย่างยิ่ง เพราะรถคันตามหลังอาจชนท้ายรถคุณได้ทุกเมื่อ สาเหตุที่ทำให้ไฟเบรกไม่ติดอันดับหนึ่งคือ หลอดไฟไส้ขาด
อายุของหลอดไฟไม่สามารถระบุได้แน่นอน ขึ้นอยู่กับการใช้งาน พฤติกรรมของผู้ใช้รถส่วนใหญ่ เวลาติดไฟแดง บนสะพาน และอื่นๆ ชอบเหยียบเบรกค้างไว้ ผู้ที่อยู่รถคันหลังในตอนกลางวันความสว่างไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นกลางคืน แสงจากไปเบรกจะเข้าตาอย่างชัดเจน จนบางครั้งทำให้หน้ามืดเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นรถจอดบนพื้นเรียบ ควรเข้าเกียร์ว่างและเอาเท้าออกจากคันเหยียบเบรก หลอดไฟก็จะใช้งานนานขึ้น และผู้ขับรถตามหลังก็ไม่รำคาญด้วย
สำหรับการตรวจสอบไฟเบรก กรณีมีเพียงคนเดียว ให้หันท้ายรถเข้ากับกำแพง หรือ วัสดุที่สามารถเห็น สะท้อนได้ชัดเจน เหยียบเบรกแล้วมองดูว่าติดครบทุกดวงหรือไม่ ถ้าหลอดไฟหลอดหนึ่งขาดให้ถอดเปลี่ยน
กรณีมี 2 คน เหยียบเบรก 1 คน อีก 1 คน อยู่ท้ายรถ เพื่อดูสถานะของไฟเบรก
ในการถอดเปลี่ยน ในแต่ละรุ่น แต่ละแบบ แตกต่างกันไป และต้องใช้ขนาดของหลอดที่เท่ากัน
ในบางครั้ง หลอดไฟเบรกติดครบหมดทุกดวง แต่พอเปิดไฟหรี่หรือไฟหน้า แล้วเหยียบเบรก ไฟเบรกบางดวงเกิดดับไป แสดงว่ามีการขัดข้องเกิดขึ้น ส่วนนี้คงต้องให้ผู้ชำนาญงานตรวจสอบอีกครั้ง
ถ้าต้องการเปลี่ยนหลอดไฟเบรกด้วยตนเอง โดยซื้อหามาใส่เอง ควรเลือกชนิดหลอดไฟที่มีขนาดและค่ากำหนดเท่ากัน มิฉะนั้นจะส่งผลกระทบถึงส่วนอื่น เช่น ในรถยนต์ที่มีระบบเอบีเอส ถ้าใช้หลอดไฟไม่เหมือนกัน จะทำให้ไฟโชว์เอบีเอสค้างได้



Cr. sanook

ติดตามบทความดีๆ และ click like เพื่อสนับสนุนเราได้ทาง www.facebook.com/ruxalaiyont

สนับสนุนบทความดีๆ โดย รักษ์อะไหล่ยนต์ (Ruxalaiyont Limited Partnership)

ruxalaiyont:
หลายๆคน อาจได้ยิน และสงสัยว่า วิธีการที่เรียกว่า เคลือบแก้ว มันดีอย่างไร แล้วทำไมมันถึงแพงจัง แล้วถ้ารถใหม่จำเป็นต้องทำเคลือบแก้วทุกคันมั้ย? วันนี้ admin มีคำตอบครับ

1. เคลือบแก้ว มีประโยชน์ อะไรบ้าง
เคลือบแก้วทำหน้าที่เป็นผิวสำรอง แทนแล็คเกอร์หรือสีจริง มีหน่วยความหนาเป็นไมครอน หนามาก ทนรอยได้มาก ก็แพงมาก ประโยชน์ของเคลือบแก้ว หลักๆ คือ ป้องกันสีไม่ให้สีรถซีดจาง เพราะรถบ้านเรา จอดตากแดด มากกว่าจอดในร่ม ประโยชน์ต่อมาคือ ฝุ่นเกาะน้อย น้ำเกาะน้อย ไม่ค่อยเกิดคราบน้ำ ล้างรถง่าย เงางาม ลื่นตลอด แม้ไม่เคลือบสี ป้องกันรอยขีดข่วนบางๆ จากผ้าเช็ดรถ รอยทราย ป้องกันคราบจากมูลนก ยางไม้ ที่จะเกาะติดและทำลายสีรถ

2. เคลือบแก้วแล้ว มันต้องดูแลรักษาอย่างไร
ถ้าล้างเองก็ไม่ยาก ฉีดน้ำล้าง น้ำแรกๆ ฉีดเยอะๆ อย่าไปกลัวเปลืองน้ำ ล้างเอาโคลน ทราย ที่ติดรถ ออกให้หมด แล้วค่อยล้างด้วยโฟม แนะนำว่าควรเป็นโฟม ค่า pH มันเป็นกลาง ยี่ห้อไหนก็ได้ ไม่มีผลอะไรกับเคลือบแก้วแท้ (เน้น นะคะ ว่า เคลือบแก้วแท้ ถ้าแท้ มันต้องทนเคมีได้ ถ้าทนไม่ได้ มันก็คือไม่แท้..) ใช้ถุงมือล้างรถที่เป็นขนไมโครไฟเบอร์ ถ้าเป็นฟองน้ำ เวลาติดทราย มันล้างยาก รถจะเป็นรอยทรายได้ ไม่สวย เช็ดด้วย ชาร์มัว กับผ้าไมโครไฟเบอร์ ( เสื้อผ้าเก่าๆ ไม่ควรเอามาเช็ดรถ ผ้ามันแข็ง ตะเข็บเยอะ เกิดรอยง่าย) แล้วตามด้วยเคลือบสี (Wax) บ้าง จะช่วยให้เคลือบแก้วอยู่ทน เคลือบสี ไม่ว่าจะเป็น Waxน้ำ โลชั่น หรือแบบขี้ผึ้งได้หมด ถ้าใครบอกว่าเคลือบแก้ว แล้วเคลือบสีหรือลง Wax ไม่ได้ ก็ผิดละ
ถ้าล้างคาร์แคร์ เลือกร้านที่ดีนิดนึง ดูอย่างไรว่าดี เอาเป็นว่า ไ่ม่ล้างรวมกับรถแท็กซี่ ก็พอได้ละ (ล้างถูกมาก ล้างเร็วมาก วัสดุ และอุปกรณ์ที่ใช้ ไม่ได้มาตรฐานด้านความสะอาดมากนัก โอกาสเกิดรอยก็มีสูง)

3. เคลือบแก้ว ทำไมแพงมาก ถูกๆ มีมั้ย
เคลือบแก้วแท้ๆ ราคาสมเหตุสมผลนะ ต้นทุน คุณภาพ และสถานที่(Area) เป็นตัวกำหนดราคาขาย จำไว้อย่างนึง ของถูกและดี ไม่มีในโลก ยกเว้นว่าโดนหลอก ธุรกิจต้องมี ต้นทุน และธุรกิจก็ต้องมีกำไร ถ้าไม่มีกำไร ไม่มีใครทำหรอก เปรียบเทียบราคา และบริการหลังการขาย เลือกในสิ่งที่ใช่และบริการที่คุณชอบ น้ำยาดีเว่อร์ แต่บริการไม่ประทับใจ ก็ไม่มีประโยชน์

4. มีแต่เคลือบแก้วเหรอ...ที่ช่วยปกป้องสีรถ
มันไม่ใช่เลย กับความคิดที่ว่า เคลือบแก้ว จะช่วยปกป้องสีรถได้อย่างเดียว การลง Wax สม่ำเสมอ เลือก Wax ที่เป็นสูตร โพลิเมอร์สังเคราะห์ , Sealant , เรซิ่น Wax พวกนี้จะมีโมเลกุลเรียงตัวจับติดกับสีรถ สามารถสร้างชั้นฟิล์มบางๆ เคลือบตัวรถได้อีกชั้นนึง สีสดไม่ซีดง่าย น้ำไม่เกาะ ฝุ่นเกาะน้อย ล้างรถง่าย แต่ข้อเสีย อย่างนึงคือ Wax ในโลกนี้ทุกตัว ล้างรถแล้วก็ต้องหลุด เป็นเรื่องปกติ ต้องลงใหม่อีก ซึ่งจะต่างกับเคลือบแก้ว ล้างแล้วไม่หมดในครั้งเดียว จะค่อยๆบางลงเรื่อยๆ จนครบอายุของเคลือบแก้ว

สรุปอย่างไม่เข้าข้างใครดีกว่า การดูแลรักษารถให้เงางาม เหมือนใหม่ตลอดเวลา ทำได้หลายวิธี มีงบประมาณมากหน่อยก็เคลือบแก้วอยู่ได้นานกว่า ไม่ต้องลงบ่อยๆ รับประกันความสดของสี ไม่ซีดจาง แต่ถ้ามีงบประมาณไม่สูง เคลือบสี(Wax) ก็พอ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย รถคันนึงซื้อมาหลายแสน จัดงบประมาณดูแลซักเดือนละ 700-800 ก็ Ok แล้ว ถ้าอยากมีรถใหม่ป้ายแดงใช้ทุกวัน ดูแลรถ....ตามงบประมาณนั่นแหละดีที่สุด



Cr. washatme

ติดตามบทความดีๆ และ click like เพื่อสนับสนุนเราได้ทาง www.facebook.com/ruxalaiyont

สนับสนุนบทความดีๆ โดย รักษ์อะไหล่ยนต์ (Ruxalaiyont Limited Partnership)

ruxalaiyont:
ระบบแอร์ในรถยนต์นั้น ถือว่ามีความสำคัญต่อผู้ที่อยู่ในรถอย่างยิ่ง เนื่องจากเราต้องสูดดมอากาศที่ได้จากระบบปรับอากาศอยู่ตลอดเวลา แล้วรู้ไหมว่าแอร์รถเรานั้นอาจเต็มไปด้วย "เชื้อโรค" วันนี้ admin จะมาบอก tips ในการปรับอากาศในรถยนต์

1.) ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่า สวิตช์แอร์ถูกปิดอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้พัดลมแอร์ทำงานโดยเปล่าประโยชน์
2.) เมื่อรถสตาร์ทติดแล้ว ควรเปิดแอร์โดยใช้ความเร็วพัดลมสูงก่อน เพื่อเป็นการไล่ความร้อนในระบบแอร์ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าปุ่ม A/C ถูกเปิดอยู่ และควรปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ หากรู้สึกว่าแอร์รถเย็นเกินไป ควรใช้วิธีปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้น เพราะการใช้วิธีหันหน้ากากแอร์ออกจากตัวหรือปิดช่องแอร์ จะทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานหนักโดยไม่จำเป็น และยังเป็นการเพิ่มความชื้นในระบบแอร์ เนื่องจากไม่สามารถระบายความเย็นได้เท่าที่ควร
3.) ก่อนดับเครื่องยนต์ ควรปิดการทำงานของคอมเพรสเซอร์แอร์ ด้วยการกดปุ่ม A/C OFF โดยยังคงเปิดพัดลมแอร์ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 นาที เพื่อระบายความเย็นส่วนที่เหลือ โดยอาจทำขณะเข้าจอดรถในบ้านหรือที่จอดรถก็ได้ เนื่องจากคอยล์เย็นหรือตู้แอร์ มักมีสภาพเปียกชื้นขณะทำงาน การทำลักษณะเช่นนี้จะเป็นการไล่ความชื้นเหล่านั้นออกมา ไม่ให้สะสมจนเกิดเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของกลิ่นอับในรถยนต์นั่นเอง จากนั้นจึงค่อยปิดพัดลมแอร์แล้วจึงดับรถยนต์

วิธีแก้ไขหากรถสุดรักของท่านผู้อ่านเกิดกลิ่นอับ สามารถแก้ไขเบื้องต้นได้ โดยนำรถของท่านไปจอดทิ้งไว้กลางแดด แล้วเปิดประตูทั้งสี่บานทิ้้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือจนกว่ากลิ่นจะจางหายไป ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ความชื้นภายในรถระเหยออกไปนั่นเอง

เพียงเท่านี้ ก็จะช่วยถนอมระบบแอร์ให้สามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้น และไม่มีกลิ่นอับอีกด้วย



Cr. sanook

ติดตามบทความดีๆ และ click like เพื่อสนับสนุนเราได้ทาง www.facebook.com/ruxalaiyont

สนับสนุนบทความดีๆ โดย รักษ์อะไหล่ยนต์ (Ruxalaiyont Limited Partnership)

Navigation

[0] Message Index

[#] Next page

[*] Previous page

Go to full version