Opel in Talks > Off Topic

นั้นดอกอะไร เสียบไว้ที่ในรูฮู้!!!!

<< < (3/4) > >>

มือใหม่corsa:

--- Quote from: Mr.T on 24 Feb  2010, 20:17 ---ทำไมเค้าถึงเรียกว่ากระโถนฤษีอ่ะครับ  :มั้ง:ผมอยากรู้จริงๆน้า :)

--- End quote ---


บัวผุด หรือกระโถนฤาษี
 

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ :Refflesia kerrii Meijer

ชื่อวงศ์ :Raffiesiacoae

                  บัวผุดเป็นกาฝากชนิดหนึ่งที่อาศัยน้ำเลี้ยงจากรากของพืชชนิดอื่น จำพวกเถาองุ่นป่า (Tetrastigma) ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า ย่านไก่ต้ม


                มีลักษณะเด่นที่ดอกซึ่งเป็นดอกเดียวขึ้นจากพื้นดินมีขนาดใหญ่ มีกลิ่นเหม็นมาก  จะโผล่เฉพาะดอกซึ่งเป็นดอกเดียวขึ้นจากพื้นดินให้เห็นระหว่างฤดูฝนหรือในระยะที่อากาศและพื้นที่ยังมีความชุ่มชื้นสูง คือ ระหว่างพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับลำต้นของบัวผุดมีลักษณะเช่นไร มีการเกาะหรือเชื่อมติดกับพืชที่มันอาศัยอยู่อย่างไร ลักษณะของดอกบัวผุด เมื่อยังตูมอยู่จะคล้ายกับหม้อหรือกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่

                 เวลาบานจะ มีกลีบหนา  มีเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก 70-80 เซนติเมตร ที่โคนของดอกจะมีกลีบนำสีน้ำตาลอมเหลืองเรียงสลับซับซ้อนกันอยู่มาก ภายในดอกจะมีแผ่นแบนคล้ายจาน ด้านบนมีปุ่มคล้ายหนามแหลมจานนี้จะซ้อนเกสรตัวผู้และรังไข่ไว้ด้านล่าง (สาขาวิจัยนิเวศวิทยา, 2533)

ดอกบัวผุดเมื่อยังสดอยู่จะมีน้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม กลีบดอกมีความหนาตั้งแต่ 0.5-1 เซนติเมตร นับว่าเป็นดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ค้นพบในประเทศไทย ในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย เคยมีรายงานว่า พืชสกุลเดียวกันนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลางของดอกมากกว่า 100 เซนติเมตร ก็มี

                    จากผลสำรวจและวิจัย ของฝ่ายพฤษศาสตร์ กองบำรุง กรมป่าไม้ พบว่า บัวผุดพันธุ์ใหม่ ที่พบในประเทศไทยนี้ เป็นพืชกาฝากที่เกาะกินเฉพาะน้ำเลี้ยงจากรากของไม้เถาของว่านป่า?ย่านไก่ต้ม? (Tetrastigma papillosum Pianch ) เพียงชนิดเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ในบางครั้งมีผู้เข้าใจผิดว่าเป็นดอกของย่านไก่ต้มซึ่งความจริงแล้วเถาย่านไก่ต้มเป็นพันธุ์ไม้ในวงศ์องุ่น (Vitidaceae) ที่มีเถาขนาดใหญ่พบขึ้นในป่าดิบชื้นทาง ภาคใต้ที่มีฝนตกอย่างสม่ำเสมอเกือบตลอดทั้งปี พื้นดินเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายตามหุบเขาหรือบริเวณริมลำธาร ดอกย่านไก่ต้มมีสีเขียวอมเหลืองขนาดโตประมาณ 2 เท่าของหัวไม้ขีดไฟเท่านั้น จากการศึกษา พบว่าพันธุ์ไม้ตระกูลบัวผุด (Raffiesia) มีประมาณ 13-14 พันธุ์เท่านั้น บัวผุดที่พบในประเทศไทยได้รับการตั้งชื่อเป็นพันธุ์ของโลกเมื่อ พ.ศ.2527 โดย Dr.M.Meijer จากมหาวิทยาลัย Kentucky สหรัฐอเมริกา ตั้งชื่อพฤกษศาสตร์สากลเพื่อเป็นเกียรติแก่ Dr.A.F.G.Kerr นายแพทย์ชาสไอริช ผู้สำรวจพันธุ์ไม้ชนิดนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2472

                      ถึงแม้ว่าดอกบัวผุดจะมีกลิ่นเหม็นมากก็ตาม แต่เป็นพืชสมุนไพรที่หายากมากและมีคุณค่าสูง คือ นอกจากจะนิยมนำมาใช้ปรุงเป็นยาบำรุงสตรีหลังคลอด ให้มีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงมีผิวพรรณเปล่งปลั่งแล้วยังเป็นยาบำรุงสำหรับบุรุษเพศอีกด้วย


                    ในปัจจุบันดอกบัวผุดนับว่าจะหาดูได้ยากยิ่ง ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ป่าไม้ถูกทำลายลงไปอย่างมากทำให้สภาพนิเวศน์ของป่าเปลี่ยนไปมาก จะพบดอกบัวผุดบ้างเฉพาะตามอุทยาแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเท่านั้น เช่น อุทยานแห่งชาติเขาสกจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา จังหวัดระยอง เป็นต้น



ที่มา: ฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สุราษฏร์ธานี

thiratoon:
แบบนี้เรียกว่า บัวผุด ครับ  เป็นพืชพื้นถิ่นสุราษฎร์ ไม่ค่อยพบที่อื่น

thiratoon:
ส่วนภาพแรกที่ ผมนำมาลงนั้นเป็น  กระโถนฤาษี ครับ บางที เรียก กระโถนพระราม
กระโถนฤาษี คือหนึ่งในความพิศวงที่ธรรมชาติสร้างขึ้นให้ดำรงชีวิตอยู่ในผืนป่าเขตร้อนแห่งนี้ และน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้พบเห็น กระโถนฤาษี ตามผืนป่า สาเหตุก็เพราะมันเป็นไม้กาฝากที่อาศัยอยู่ตามรากพืช ซึ่งเราจะพบเห็นได้ก็ต่อเมื่อมันผลิดอกออกมาเพื่อสืบพันธุ์เท่านั้น อีกทั้งยังเป็นเพียง ระยะเวลาสั้น ๆ ไม่กี่สัปดาห์และคงจะไม่ผิดอะไร หากจะมีคนกล่าวว่า กระโถนฤาษี มีความลึกลับและซับซ้อนที่สุดในการดำรงอยู่ในป่าเขตร้อน
กระโถนฤาษี มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Sapria himalaya อยู่ในวงศ์เดียวกับบัวผุดครับ กระโถนฤาษี เป็นไม้กาฝากที่อาศัยอยู่ตามรากไม้ของพืชเถาวัลย์จำพวก เครือเถาน้ำ โดยแทง เนื้อเยื่อในส่วนที่เป็นเส้นใยเข้าไปในรากของพืชอาศัยเพื่อดูดกินอาหารจากท่อลำเลียงของรากพืชอาหารเหล่านั้น เมื่อถึงระยะผสมพันธุ์ ตาดอกจะเริ่มพัฒนาอยู่ในส่วนของพืชอาศัยแล้วค่อย ๆ ตูม โผล่ขึ้นมาบนพื้นดิน โดยออกเป็นดอกเดียวหรืออาจเป็นกลุ่ม เมื่อดอกบานดอกจะมีลักษณะคล้ายถ้วยใบใหญ่ ๆ หรือคล้ายกระโถนปากแตรซึ่งเป็นที่มาของชื่อ " กระโถนฤาษี " กลีบดอกมีทั้งหมด 10 กลีบ เรียงซ้อนกัน 2 ชั้น โดยมีชั้นละ 5 กลีบ (บัวผุดมีเพียงชั้นเดียวจำนวน 5 กลีบ) ปลายกลีบเว้า กลีบมีสีแดงสดและมีจุดประสีเหลืองกระจายอยู่บนกลีบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของดอกบานประมาณ 10-15 ซม. โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นท่อ ตรงกลางของช่องเปิดมีขนสั้น ๆ ล้อมรอบ ลึกลงไปใต้ช่องเปิดมีขนสีแดงคล้ายกำมะหยี่จำนวนมากเรียงตามยาว อวัยวะส่วนแผ่นกลางของดอกทางด้านบนมีก้านคล้ายหนามส่วนทางด้านล่างจะเป็นที่ตั้ง ของเกสรเพศผู้ ดอกมีเพศเดียว สำหรับในดอกเพศเมียนั้น อวัยวะส่วนกลางของดอกจะหนากว่าดอกเพศผู้และจะมีปลายยื่นออกมาตรงตำแหน่งเดียวกับที่ตั้งเกสรเพศผู้ ระยะการออกดอกอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม-เดือนมกราคม
.....เมื่อดอกบานเต็มที่ มันจะส่งกลิ่นเหม็นยั่วยวนเหล่าแมลงต่าง ๆ โดยเฉพาะแมลงวัน เข้าสู่ใต้ดอกช่วงนี้เองที่ละอองเรณูซึ่งมียางเหนียว ๆ เคลือบอยู่จะติดไปกับตัวแมลงจากดอกเพศผู้เข้าไปผสมกับอีกดอกหนึ่งซึ่งเป็นดอกเพศเมีย เป็นอันว่าในที่สุดก็ประสบผลสำเร็จกับการผสมพันธุ์ของกระโถนฤาษีและต่อจากนี้ไปยังไม่มีใครทราบว่ากระโถนฤาษีจะใช้เวลานานเท่าใด เมล็ดจึงจะสุกพร้อมที่จะขยายพันธุ์ต่อไปและที่สำคัญมีคำถามว่า "มันกระจายพันธุ์ได้อย่างไรในเมื่อพืชที่มันอาศัยต้องเป็นเครือเถาน้ำเท่านั้น"
.....กระโถนฤาษี พบได้ในป่าดิบที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์สูง มีถิ่นการกระจายอยู่ทางตอนเหนือของประเทศตั้งแต่คอคอดกระขึ้นมาทางด้านตะวันตก เช่นที่ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ทางภาคเหนือ เช่น อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ไปจนถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง

thiratoon:
สรุป  กระโถนฤาษี   จะคล้ายๆ  บัวผุด   แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันครับ

ขอบคุณน้าหนวดทวดหมอ ที่ให้ข้อมูล กระโถนฤาษีครับ

Mr.T:
คล้ายๆแฮะ แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว ขอบคุณน้าหมอมากครับ ขยันหาข้อมูลมาให้ ใจดีจัง

Navigation

[0] Message Index

[#] Next page

[*] Previous page

Go to full version