Opel in Talks > General Discussion
พรุ่งนี้(13/05/53) บางจาก-ปตท. ลด 40 สต. เบนซิน-ดีเซล
ongchai:
บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ประกาศปรับลดราคาน้ำมันขายปลีก เบนซิน ลิตรละ 20 สตางค์ แก๊สโซฮอล์ ลิตรละ 40 สตางค์ ยกเว้นอี 85 มีผลเวลา 05.00 น. พรุ่งนี้
ถึงแม้ว่าใน วันนี้ (21 เม.ย.53) ราคาน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับราคาที่ปรับ ลดลงในวันก่อนหน้า โดยน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 83.11 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.71 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเทียบกับที่ปรับลดลงเมื่อวันก่อน 2.40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล น้ำมันสำเร็จรูปเบนซิน 95 สิงคโปร์อยู่ที่ 92.33 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ปรับเพิ่มขึ้น 1.21 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากที่ลดลง 2.53 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในวันก่อน ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปดีเซลสิงคโปร์อยู่ที่ 93.56 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จึงทำให้ ปตท. สามารถประกาศข่าวดีนำลดราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ (แก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ E20) เว้น E85 ลงได้ 40 สตางค์/ลิตร และน้ำมันเบนซิน 91 ลง 20 สตางค์/ลิตร ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (22 เม.ย. 53) เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป
http://www.thairath.co.th/content/eco/78098
chairai:
มันลงทีล๊ะ 20 แต่มันขึ้นทีนึง 40 60 มันคิดได้ไง 8) 8) 8) ดีน๊ะที่หนีไปดมสารละเหย
samrit_ad:
เค้าชอบบอกว่าค่า การตลาด ไอ้คำเนี้ยขอผู้รู้อธิบายหน่อยได้ไหมครับ คือมันแปลว่า กำไร ใช่ไหมครับ :มั้ง: :-X :-X
thiratoon:
--- Quote from: samrit_ad on 21 Apr 2010, 19:52 ---เค้าชอบบอกว่าค่า การตลาด ไอ้คำเนี้ยขอผู้รู้อธิบายหน่อยได้ไหมครับ คือมันแปลว่า กำไร ใช่ไหมครับ :มั้ง: :-X :-X
--- End quote ---
น้าสามลิตรครับ ขออนุญาณแถลงตามนี้นะครับ ก่อนจะเข้าใจเรื่อง "ค่าการตลาด" อยากให้รู้ก่อนว่า ราคาน้ำมันในประเทศแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
1. ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ประกอบด้วย ราคา ณ โรงกลั่น, ภาษีสรรพสามิต, ภาษีเทศบาล กองทุน น้ำมันเชื้อเพลง กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. ราคาขายปลีก หน้าปั้มน้ำมัน ประกอบด้วย ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ค่าการตลาด และภาษีมูลค่าเพิ่ม
ดังนั้นเมื่อซื้อน้ำมันจากปั้มในราคาขายปลีกจะมีโครงสร้างของราคา ประกอบด้วย
1) ค่าต้นทุนในการซื้น้ำมันจากโรงกลั่น หรือนำเข้าจากต่างประเทศ โดยทั่วไปมีสัดส่วน 50-60% ของราคาขายปลีกน้ำมัน ณ สถานีบริการ
2) เงินภาษีและกองทุนที่รัฐเรียกเก็บจากผู้ค้าน้ำมัน ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม กองทุนน้ำมันเชื้อเพลง และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน คิดเป็นสัดส่วน 30-35%
3) ค่าการตลาด ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ เช่นค่าจ้างแรงงาน ค่าขนส่งการโรงกลั่นน้ำมัน ผ่านคลังน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมัน ค่าสารปรับปรุงคุณภาพ ค่าส่งเสริมการตลาด และค่าผลตอบแทนในการดำเนินธุรกิจ ค่าการตลาดนี้คิดเป็นสัดส่วน ประมาณ 10%
เมื่อพูดถึงโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศไทย มีคำนิยาม ดังนี้
1. ราคานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ (Import Parity Price) ได้ราคาต้นทุน ที่เกิดขึ้นจริงจากการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ประกอบด้วยราคาน้ำมันในตลาดจรที่สิงคโปร์ (FOB) ค่าประกันภัยในการขนส่งน้ำมันมาทางเรือ ค่าความสูญหาย (Loss) ค่าระวางหรือค่าขนส่ง (Freight) ค่าจัดเก็บน้ำมัน (Handling Cost) และภาษีศุลกากรนำเข้าน้ำมัน (Import Duty) ทั้งหมดนี้รวมกัน เป็นราคาต้นทุนในการนำน้ำมันเข้าจากต่างประเทศ
2. ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น (Refinery Transfer Price) คือราคาที่โรงกลั่นขายน้ำมันให้ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ หรือ Marketer ประกอบด้วยราคาต้นทุนบวกกับภาษีสรรพสามิต (ประมาณ 3.70 บาทต่อลิตรสำหรับน้ำมันเบนซิน และ 2.30 บาทต่อลิตร สำหรับน้ำมันดีเซล) ภาษีเทศบาลซึ่งเป็นเงินเรียกเก็บเพื่อบำรุงท้องถิ่นนั้นๆ (10% ขอภาษีสรรพสามิต หรือ 20-30 สตางค์ต่อลิตร) และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ประมาณ 1 บาทต่อลิตร) นอกจากนี้รัฐยังเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนต่างๆ อีก ได้แก่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลง (ประมาณ 50 สตางค์ต่อลิตร) เพื่อสนับสนุนนโยบายต่างๆ ของรัฐที่เกี่ยงข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง เช่น ใช้เพื่อสนับสนุนก๊าซแอลพีจี และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ประมาณ 4 สตางค์ต่อลิตร)
3. ราคาขายปลีด ณ สถานีบริการ (Retail Price หรือ Pump Price) ประกอบด้วย ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ค่าการตลาด และภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ราคาขายปลีก = ราคาต้นทุน + ภาษีต่าง + กองทุนต่างๆ
และ 4. ค่าการตลาด (Marketing Margin) จึงเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงค่าขนส่งจากคลังน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมัน ค่าใช้จ่ายสำหรับสารปรับปรุงคุณภาพ (Additive) ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการตลาด และค่าผลตอบแทนในการดำเนินธุรกิจ หรือ ค่าการตลาด = ค่าสารปรัรบปรุงคุณภาพ + ค่าขนส่ง + ค่าส่งเสริมการตลาด + ค่าผลตอบแทนการดำเนินธุรกิจ....ดังนี้แล
samrit_ad:
อ่านแล้วงง :ไม่: แล้วกำไรที่ควรจะได้ของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของไทยได้อยู่ที่เท่าไร มันมากไป หรือน้อยไป สำหรับผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ :มั้ง:
Navigation
[0] Message Index
[#] Next page
Go to full version