Opel in Talks > General Discussion

เรื่องมีอยู่ว่า....

<< < (7/8) > >>

playtg:

--- Quote from: kamolwat_t on 12 Mar  2010, 22:15 ---
--- Quote from: playtg on 12 Mar  2010, 21:11 ---
--- Quote from: ยัยแมวอ้วน on 12 Mar  2010, 19:08 ---^
^
^

โอ้ว...กลับมาแล้วรึค่ะ

มาเล่าเรื่องต่อรึป่าว  มารออ่านค่า  ^^*

--- End quote ---
ต้องหาโอกาสขับหรือเป็นเจ้าของรถ Opel น่ะครับ ก็จะมีเรื่องเขียนได้อีก โดยเฉพาะ Corsa ยังมีเรื่องน่าสนใจมากนะครับ เช่น หลายคนรู้สึกว่าช่วงเหยียบเบรคต้องเหยียบลึกกลัวไม่อยู่ จริงๆ เบรคดีครับ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรอกครับแต่น่าจะเป็นการออกแบบช่วงจังหวะการเบรคไม่ให้ล้อล็อคเพราะถ้าช่วงเหยียบเบรคตื้น ในจังหวะฉุกเฉิน ถ้าเราเหยียบเบรคกระทันหัน เบรคอาจจะจับล้ออยู่แต่ล้อล็อคแล้วท้ายปัด เราก็จะเสียการควบคุมรถได้ครับ และ Corsa เป็นรถเล็กฐานล้อแคบถ้าท้ายปัดแรงๆ อาจพลิกคว่ำได้ครับ

--- End quote ---

ช่วงเบรคของ opel จะออกแบบมาให้สามารถคุมระยะการกดเบรคได้ละเอียดกว่าหลายๆยี่ห้อครับ ทำให้สามารถแต่งจังหวะเบรคได้ค่อนข้างเยอะครับ ถ้าขับ opel แล้วไปขับรถยี่ปุ่น เหยียบครั้งแรกมักจะหัวทิ่มครับ เพราะว่าไม่ชินระยะแป้นเบรคครับ  :สำนึก:

--- End quote ---

ใช่ครับ รถเยอรมันมักจะออกแบบให้มีระยะเบรคแบบนี้ เพราะต้องการให้รถชะลอและหยุดได้อย่างปลอดภัย แต่หลายๆ ท่านที่ขับรถญี่ปุ่นก็จะชินกับการเบรคปุ๊ปอยู่ปั๊ปทันที ซึ่งก็ดีแต่ล้อก็ล็อคได้ง่ายกว่าน่ะครับ บางครั้งผมก็นึกถึงว่าเป็นเพราะกฎหมาย ลักษณะถนน ภูมิประเทศ วัฒนธรรม แนวคิดเพื่อการผลิตรถของเยอรมันกับญี่ปุ่นมีความแตกต่างกันหรือเปล่าทำให้การออกแบบอุปกรณ์ต่างๆในรถยนต์มีความแตกต่างกันบ้าง เช่น เยอรมันมีทางด่วนออโต้บาห์น ทั้งรถเล็ก รถใหญ่ จึงต้องมีช่วงล่างดี ขับขี่ในความเร็วสูงได้อย่างมั่นใจ ทำให้ออกแบบช่วงเบรคสามารถชะลอและหยุดได้อย่างปลอดภัย แต่ญี่ปุ่นอาจมีแนวคิดเรื่องการผลิตรถเล็กว่าเป็นรถขนาด CC. ไม่มาก ใช้สำหรับระยะทางใกล้ๆ ใช้ในพื้นที่ๆ มีการจราจรแออัด หรือรถสามารถเคลื่อนไปได้แบบ stop and go คือไปๆ หยุดๆ วิ่งบ้างติดบ้าง จึงต้องทำเบรคให้มีระยะที่ตื้นกว่า เพื่อให้หยุดได้ฉับไว ลองสังเกตได้ครับว่า City car ของญี่ปุ่นมักมีตีนต้นดี บางคันถึงกับเร้าใจเลยทีเดียว :)

witza:
 :D :D :D

มือใหม่corsa:

--- Quote from: playtg on 11 Mar  2010, 18:34 ---มาต่อแล้วครับ พอดีมาธุระที่ภูเก็ตเลยต้องใช้เครื่องกับเน็ตของโรงแรม

16.30 น. หล้งจากเสร็จธุระกับเรื่องราวการงานต่างๆ ใน office ผมเก็บข้าวของบนโต๊ะ ดับไฟในห้องทำงาน แล้วเดินออกจากห้องทำงานไปที่ลานจอด เพื่อไปดูอาการรถเยอรมันคู่ใจคันใหญ่ที่อู่ประจำแถวซอยมิสทีน อู่นี้เป็นอู่ที่ซ่อมรถเยอรมัน 98% อีก 2% ที่เหลือก็ซ่อมรถยุโรปและรถญี่ปุ่นนู่นนี่นั่นเป็นครั้งคราว ทักทายกันพอหอมปากหอมคอก็ถามอาการเจ้าตัวใหญ่ ก็พอรู้ว่ามันไม่เป็นไรมาก ตอนแรกจะให้เจ้าของอู่ช่วยขับกลับบ้านให้ด้วย ก็ติดตรงที่อู่จะไม่มีใครอยู่ ผมเลยตัดปัญหาด้วยการฝากนอนที่อู่ซะหนึ่งคืน เพราะอยากให้ช่วยเช็คความเรียบร้อยให้ดวย ก็เขาอายุมาพอควรเลยล่ะครับ ต้องดูแลกันเยอะหน่อย

มีเรื่องขำๆ เรื่องนึงครับ คือตำแหน่งของสวิทช์ที่ปัดน้ำฝนกับไฟเลี้ยว ต่างไปจากรถที่ผมใช้อยู่ทุกวัน เลยปัดน้ำฝนสลับกับไฟเลี้ยวกันอยู่พักใหญ่แต่สุดท้ายก็ OK ตอนผมออกมาจากอู่ก้ใกล้ค่ำแล้วครับ มองดูหน้าหาตำแหน่งสวิทช์ไฟ แล้วก็ลองบิดก้านไฟเลี้ยวดู ก็ไม่เห็นว่าตรงไหนจะทำให้ไฟใหญ่หน้ารถติดได้ เหลียวไปมาสักพักก็ อ๋อ...อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับเจ้าเยอรมันคันใหญ่นี่เอง ทั้งไฟหรี่ ไฟใหญ่ เหมือนกันเลย นี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ผมคุ้นเคยกับ astra คันเล็กๆ นี้อย่างบอกไม่ถูก

ขับไปเรื่อยๆ พร้อมกับสังเกตอาการตัวร้อนของรถ ที่แสดงผ่านเข็มอุณหภูมิที่กระดิกขึ้นไปเรื่อยๆ ก็มี sequence คล้ายๆกับเมื่อตอนเช้าครับ ผมเกิดความคิดขึ้นมา 2 ทางสำหรับเรื่องความร้อนคือ 1 รถอาจจะมีระดับความร้อนสูงเกินกว่าปกติต้องแก้ไข ซึ่งความร้อนปกติน่าจะอยู่แถว 90-92 องศาเซลเซียส หรือ 2 รถอาจจะมีระดับความร้อนแบบนี้เป็นปกติก็ได้ เรื่องนี้ผมก็ไม่แน่ใจครับ แต่ถ้าจะให้เปรียบเทียบกับรถที่ผมใช้ประจำ อุณหภูมิปกติที่รักษาให้เป็นปกติจะอยู่ที่ประมาณ 80-90 องศาเซลเซียส ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกัน อาการตัวร้อนของรถคันนี้ ก็จะเกิดขึ้นใกล้เคียงกับแอร์ไม่ค่อยเย็น ผมเลยแก้ปัญหาแบบเดิมคือ ปิดแอร์สักพักหนึ่งแล้วเปืดแอร์ใหม่ แอร์เย็นขึ้นและเครื่องเริ่มเย็นลง

19.00 น. ผมลอดใต้สะพานข้ามคลองสามวา (ไม่เข้าใจว่า ทำไมจากร่มเกล้าจะให้เลี้ยวขวาเข้าสุวินทวงศ์เลยไม่ได้ ต้องเลี้ยวซ้ายไปมะรุมมะตุ้มลอดสะพานนี้) ขับประกบข้างๆ 18 ล้อพอได้ไออุ่น แล้วโผล่ขึ้นสุวินทวงศ์ ขับมาเรื่อยๆ ถึงเลี้ยวซ้ายเข้าถนนนิมิตใหม่ แล้วเลือกปั๊มที่จะเติมน้ำมันคืนให้พี่เขา สุดท้ายเลือกช่วยคนไทยด้วยการเติมแก็สโซฮอล 95 ของบางจาก 200 บาท เรื่องแปลกใจก็เกิดขึ้นอีกครับคือ น้ำมันที่เติมกลับเกินครึ่งถังไป 1 ขีดเต็มๆ แสดงว่าวันนี้ขับรถไป 100 กม. ใช้น้ำมันไปไปถึง 200 บาท เอ...อย่างนี้ไม่ต้องติดแก็สก็ได้นะ

ออกจากปั๊มน้ำมันของคนไทยเพื่อคนไทยที่รู้จักความเป็นอยู่อย่างพอเพียงแล้ว ผมก็ควบน้องเขียว corsa ตรงกับคืนสู่อ้อมอกเจ้าของรถโดยสวัสดิภาพ พร้อมกับทำ list รายการที่เจ้าของควรดูแลด้วย ซึ่งผมคิดว่าถ้าได้ปรับแต่งอีกเล็กน้อย ก็จะได้ city car เก๋าๆ วิ่งดีๆ ขับอย่างสบายๆ เรื่องราวการขับขี่ 1 วัน กับ Opel Corsa B 4 ประตู ก็คงจบลงแค่นี้ ทุกวันนี้ผมก็ยังเห็น corsa คันนี้จอดอยู่มากกว่าขับตามปกติที่เป็นอยู่ ในใจก็รู้สึกอิจฉาคนที่เป็นเจ้าของและคิดว่าถ้ามีโอกาสอาจจะหาเดิมๆ มาขับสักคันในวันสบายๆ ส่วนคุณทั้งหลายที่ได้เป็นเจ้าของรถ Opel ไม่ว่ารุ่นใดก็ตามผมว่าคุณได้ของดีไว้กับตัวแล้ว ถ้ารถมีปัญหา อย่ารีบร้อนขายทิ้ง ลองไล่ปัญหาที่เกิดขึ้นให้เจอสาเหตุก่อน อาจจะแก้ไขได้อย่างไม่ยากเย็นเลย ถ้ารถขับแล้วเร่งขึ้นไม่ทันใจ โดยเฉพาะเกียร์ออโต้ อย่ารีบร้อนวางเครื่องใหม่ ลองปรับวิธีวางเท้าขวาบนคันเร่งดู แค่แปะเท้าแล้วกดเบาๆ ไม่ต้องกดลงไปลึกๆ คุณจะได้รับความรู้สึกใหม่ๆ กับการขับรถคันเดิม สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับ Opel รถเยอรมัน ขับสนุกตราสายฟ้าฟาดทุกท่านครับ

--- End quote ---

ม่ะได้แซวน้า....ตกลงรุ่นไหนกันแน่อ่ะคับ corsa หรือ astra  ;D ;D ;D :สำนึก: :สำนึก: :สำนึก:

playtg:

--- Quote from: มือใหม่corsa on 24 Mar  2010, 07:27 ---
--- Quote from: playtg on 11 Mar  2010, 18:34 ---มาต่อแล้วครับ พอดีมาธุระที่ภูเก็ตเลยต้องใช้เครื่องกับเน็ตของโรงแรม

16.30 น. หล้งจากเสร็จธุระกับเรื่องราวการงานต่างๆ ใน office ผมเก็บข้าวของบนโต๊ะ ดับไฟในห้องทำงาน แล้วเดินออกจากห้องทำงานไปที่ลานจอด เพื่อไปดูอาการรถเยอรมันคู่ใจคันใหญ่ที่อู่ประจำแถวซอยมิสทีน อู่นี้เป็นอู่ที่ซ่อมรถเยอรมัน 98% อีก 2% ที่เหลือก็ซ่อมรถยุโรปและรถญี่ปุ่นนู่นนี่นั่นเป็นครั้งคราว ทักทายกันพอหอมปากหอมคอก็ถามอาการเจ้าตัวใหญ่ ก็พอรู้ว่ามันไม่เป็นไรมาก ตอนแรกจะให้เจ้าของอู่ช่วยขับกลับบ้านให้ด้วย ก็ติดตรงที่อู่จะไม่มีใครอยู่ ผมเลยตัดปัญหาด้วยการฝากนอนที่อู่ซะหนึ่งคืน เพราะอยากให้ช่วยเช็คความเรียบร้อยให้ดวย ก็เขาอายุมาพอควรเลยล่ะครับ ต้องดูแลกันเยอะหน่อย

มีเรื่องขำๆ เรื่องนึงครับ คือตำแหน่งของสวิทช์ที่ปัดน้ำฝนกับไฟเลี้ยว ต่างไปจากรถที่ผมใช้อยู่ทุกวัน เลยปัดน้ำฝนสลับกับไฟเลี้ยวกันอยู่พักใหญ่แต่สุดท้ายก็ OK ตอนผมออกมาจากอู่ก้ใกล้ค่ำแล้วครับ มองดูหน้าหาตำแหน่งสวิทช์ไฟ แล้วก็ลองบิดก้านไฟเลี้ยวดู ก็ไม่เห็นว่าตรงไหนจะทำให้ไฟใหญ่หน้ารถติดได้ เหลียวไปมาสักพักก็ อ๋อ...อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับเจ้าเยอรมันคันใหญ่นี่เอง ทั้งไฟหรี่ ไฟใหญ่ เหมือนกันเลย นี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ผมคุ้นเคยกับ astra คันเล็กๆ นี้อย่างบอกไม่ถูก

ขับไปเรื่อยๆ พร้อมกับสังเกตอาการตัวร้อนของรถ ที่แสดงผ่านเข็มอุณหภูมิที่กระดิกขึ้นไปเรื่อยๆ ก็มี sequence คล้ายๆกับเมื่อตอนเช้าครับ ผมเกิดความคิดขึ้นมา 2 ทางสำหรับเรื่องความร้อนคือ 1 รถอาจจะมีระดับความร้อนสูงเกินกว่าปกติต้องแก้ไข ซึ่งความร้อนปกติน่าจะอยู่แถว 90-92 องศาเซลเซียส หรือ 2 รถอาจจะมีระดับความร้อนแบบนี้เป็นปกติก็ได้ เรื่องนี้ผมก็ไม่แน่ใจครับ แต่ถ้าจะให้เปรียบเทียบกับรถที่ผมใช้ประจำ อุณหภูมิปกติที่รักษาให้เป็นปกติจะอยู่ที่ประมาณ 80-90 องศาเซลเซียส ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกัน อาการตัวร้อนของรถคันนี้ ก็จะเกิดขึ้นใกล้เคียงกับแอร์ไม่ค่อยเย็น ผมเลยแก้ปัญหาแบบเดิมคือ ปิดแอร์สักพักหนึ่งแล้วเปืดแอร์ใหม่ แอร์เย็นขึ้นและเครื่องเริ่มเย็นลง

19.00 น. ผมลอดใต้สะพานข้ามคลองสามวา (ไม่เข้าใจว่า ทำไมจากร่มเกล้าจะให้เลี้ยวขวาเข้าสุวินทวงศ์เลยไม่ได้ ต้องเลี้ยวซ้ายไปมะรุมมะตุ้มลอดสะพานนี้) ขับประกบข้างๆ 18 ล้อพอได้ไออุ่น แล้วโผล่ขึ้นสุวินทวงศ์ ขับมาเรื่อยๆ ถึงเลี้ยวซ้ายเข้าถนนนิมิตใหม่ แล้วเลือกปั๊มที่จะเติมน้ำมันคืนให้พี่เขา สุดท้ายเลือกช่วยคนไทยด้วยการเติมแก็สโซฮอล 95 ของบางจาก 200 บาท เรื่องแปลกใจก็เกิดขึ้นอีกครับคือ น้ำมันที่เติมกลับเกินครึ่งถังไป 1 ขีดเต็มๆ แสดงว่าวันนี้ขับรถไป 100 กม. ใช้น้ำมันไปไปถึง 200 บาท เอ...อย่างนี้ไม่ต้องติดแก็สก็ได้นะ

ออกจากปั๊มน้ำมันของคนไทยเพื่อคนไทยที่รู้จักความเป็นอยู่อย่างพอเพียงแล้ว ผมก็ควบน้องเขียว corsa ตรงกับคืนสู่อ้อมอกเจ้าของรถโดยสวัสดิภาพ พร้อมกับทำ list รายการที่เจ้าของควรดูแลด้วย ซึ่งผมคิดว่าถ้าได้ปรับแต่งอีกเล็กน้อย ก็จะได้ city car เก๋าๆ วิ่งดีๆ ขับอย่างสบายๆ เรื่องราวการขับขี่ 1 วัน กับ Opel Corsa B 4 ประตู ก็คงจบลงแค่นี้ ทุกวันนี้ผมก็ยังเห็น corsa คันนี้จอดอยู่มากกว่าขับตามปกติที่เป็นอยู่ ในใจก็รู้สึกอิจฉาคนที่เป็นเจ้าของและคิดว่าถ้ามีโอกาสอาจจะหาเดิมๆ มาขับสักคันในวันสบายๆ ส่วนคุณทั้งหลายที่ได้เป็นเจ้าของรถ Opel ไม่ว่ารุ่นใดก็ตามผมว่าคุณได้ของดีไว้กับตัวแล้ว ถ้ารถมีปัญหา อย่ารีบร้อนขายทิ้ง ลองไล่ปัญหาที่เกิดขึ้นให้เจอสาเหตุก่อน อาจจะแก้ไขได้อย่างไม่ยากเย็นเลย ถ้ารถขับแล้วเร่งขึ้นไม่ทันใจ โดยเฉพาะเกียร์ออโต้ อย่ารีบร้อนวางเครื่องใหม่ ลองปรับวิธีวางเท้าขวาบนคันเร่งดู แค่แปะเท้าแล้วกดเบาๆ ไม่ต้องกดลงไปลึกๆ คุณจะได้รับความรู้สึกใหม่ๆ กับการขับรถคันเดิม สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับ Opel รถเยอรมัน ขับสนุกตราสายฟ้าฟาดทุกท่านครับ

--- End quote ---

ม่ะได้แซวน้า....ตกลงรุ่นไหนกันแน่อ่ะคับ corsa หรือ astra  ;D ;D ;D :สำนึก: :สำนึก: :สำนึก:

--- End quote ---
  :-[ :-[corsaครับ ขอบคุณนะครับ

ongchai:
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดี ๆ ครับ :D

Navigation

[0] Message Index

[#] Next page

[*] Previous page

Go to full version