Market Zone > Market Place for OPEL Spare Parts

รักษ์อะไหล่ยนต์ ย่านวรจักร จำหน่ายอะไหล่ Opel อะไหล่แท้ ทุกรุ่น มือหนึ่ง ถูก

<< < (4/6) > >>

umc2006:
มีมอเตอร์เปิด-ปิดประตู ฝั่งขวา(คนขับ) โอเปิ้ล คอซ่า 3D ไหมคับ
ราคาเท่าไร+ค่าส่งเท่าไร

ขอบคุณคับ
 8) 8)

ruxalaiyont:
@umc2006 รบกวนคุณumc2006 ติดต่อมาที่หน้าร้านเราจะสะดวก และเร็วกว่าครับ :)

ruxalaiyont:
หลายๆคนสงสัยว่า "ประกันรถยนต์ออนไลน์" คืออะไร แล้วทำไมถึงจ่ายในราคาที่ถูกกว่าประกันรถยนต์แบบทั่วไป.... วันนี้ admin ได้หาคำตอบมาให้เพื่อนๆแล้วล่ะ ^^

ในยุค 3G แบบนี้ ประกันรถยนต์ออนไลน์ก็เป็นอีกวิธีที่ดีสำหรับคนที่ชอบความสะดวก รวดเร็ว แถมไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายแพงๆ และด้วยราคาเบี้ยประกันที่ไม่แพงอย่างที่คิด ทำให้หลายคนมีคำถามว่า ทำไมประกันรถยนต์ออนไลน์ถึงให้เบี้ยประกันราคาถูกได้? ถ้าจะให้รู้จริงต้องสืบให้รู้ชัดๆไปเลย วันนี้เราเลยจะมาแงะความจริงที่นี้กัน โดยใช้ตัวอย่างประกันรถยนต์ออนไลน์ ยี่ห้อ DirectAsia.com ที่เป็นโบรกเกอร์ประกันภัยที่ร่วมมือกับบริษัท ฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) ให้บริการผ่านทางเว็บไซต์ โทรศัพท์

เราลองมาทำความรู้จัก 4 เหตุผลที่ทำให้ประกันรถยนต์ออนไลน์สามารถคำนวณเบี้ยประกันได้ในราคาที่คุ้มค่า ดังนี้

1. ซื้อประกันรถยนต์ได้โดยตรง
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องการทำประกันรถยนต์ นอกจากเราจะสามารถซื้อประกันรถยนต์ผ่านทางออนไลน์แล้ว ยังสามารถซื้อประกันรถยนต์ได้ทางเคาน์เตอร์เซอร์วิส และทางโทรศัพท์ด้วย รู้มั้ยว่า...การใช้บริการผ่านช่องทางเหล่านี้ ช่วยให้เราไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมยิบย่อย รวมถึงไม่ต้องจ่ายเงินผ่านคนกลาง นี่แหละที่ทำให้เบี้ยประกันรถยนต์ของเราถูกลง

2. เลือกความคุ้มครองได้ตามต้องการ
แน่นอนว่าผู้ขับขี่แต่ละคนมีความต้องการความคุ้มครองรถยนต์ไม่เหมือนกัน ถ้าจะต้องเหมาจ่ายทั้งหมดก็คงไม่คุ้ม อย่างนั้นแฟร์ๆ ไปเลย ไม่ต้องเหมาจ่ายให้สิ้นเปลือง เพียงเลือกลดความคุ้มครองตามที่เราต้องการราคาเบี้ยประกันของเราก็จะลดลงด้วย

3. ขับขี่ปลอดภัยไม่ต้องจ่ายแพง
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมการขับรถปลอดภัย สบายใจได้เลย ในส่วนนี้เขามีการนำมาพิจารณาเพื่อคำนวณเบี้ยประกันรถยนต์ ทำให้เราได้เบี้ยประกันในราคาที่ถูกกว่าเบี้ยประกันของคนที่มีพฤติกรรมการขับรถแบบเสี่ยงๆ อีกนะ

4. ชำระเงินผ่านช่องทางที่สะดวก
สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา สามารถเลือกจ่ายเงินผ่านทางออนไลน์ หรือเคาน์เตอร์เซอร์วิสได้เลยตามสบาย ถ้าเดินผ่าน 7-Eleven แถวบ้านแล้วจะแวะจ่ายค่าประกันด้วยก็ยังได้ ชิลสุดๆ วิธีแบบนี้เป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ที่ทำให้เราได้เบี้ยประกันในราคาที่ถูกลงอีกทางด้วย



Cr. sanook.com

ติดตามบทความดีๆ และ click like เพื่อสนับสนุนเราได้ทาง www.facebook.com/ruxalaiyont

สนับสนุนบทความดีๆ โดย รักษ์อะไหล่ยนต์ (Ruxalaiyont Limited Partnership)

ruxalaiyont:
"เกียร์ออโต้ อันตรายจริงหรือ???" หลายคนอาจสงสัยเพราะอุบัติเหตหลายๆครั้ง ที่ admin ได้ไปอ่านมา ส่วนนึงเพราะความประมาท ที่เกิดขึ้นกับการใช้งานเกียร์ออกโต้

หากใครติดตามข่าวสารตามสื่อต่างๆ ก็คงพอจะพบเห็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการใช้รถยนต์อยู่เป็นระยะๆ ซึ่งหลายครั้งส่งผลถึงแก่ชีวิต... และแทบทุกครั้งมักเกิดกับรถยนต์ ′เกียร์อัตโนมัติ′ จนเกิดคำถามตามมาว่า เกียร์อัตโนมัติแท้จริงแล้ว อันตรายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? แล้วจะมีวิธีป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นกับตัวเราและคนที่เรารักได้อย่างไร

ข้อดีของเกียร์ธรรมดาอย่างหนึ่งที่ไม่มีวันได้พบเจอในเกียร์ออโต้ในแง่ของความปลอดภัย (แม้จะเป็นข้อเสียสำหรับมือใหม่ก็ตามที) ก็คือ หากผู้ขับปล่อยคลัทช์ไม่สัมพันธ์กับคันเร่งในช่วงออกตัว จะทำให้เครื่องยนต์ดับทันที จึงตัดปัญหาการเข้าเกียร์ผิดหรือเหยียบคันเร่งโดยไม่ตั้งใจออกไปได้

ต่างกับเกียร์ออโต้ที่เมื่อเข้าเกียร์ ′D′ (หรือเกียร์ ′R′) แล้ว รถจะมีแรงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเรื่อยๆแม้ไม่เหยียบคันเร่ง ซึ่งหากผู้ขับอยู่ในอารามตกใจ ก็อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงตามมาได้เสมอ
ดังนั้น เมื่อจะใช้รถยนต์เกียร์อัตโนมัติแล้ว อย่าลืมปฏิบัติดังนี้เพื่อความปลอดภัย
- ควรเหยียบเบรกทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนเกียร์ แม้จะเลื่อนจากเกียร์ว่าง (N) ไปเกียร์เดินหน้า (D) หรือกลับกันก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อฝึกให้กลายเป็นความเคยชิน
- เมื่อเข้าที่จอดรถเสร็จเรียบร้อยทุกครั้ง ควรเปลี่ยนเป็นเกียร์จอด (P) หรือ เกียร์ว่าง (N) ทันที ไม่ควรใส่เกียร์ทิ้งเอาไว้
- ควรใส่เบรกมือทุกครั้งที่จอดรถเสร็จเรียบร้อย เพราะนอกจากจะลดภาระเกียร์ในการแบกรับน้ำหนักรถ (โดยเฉพาะบนทางลาดชัน) ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยหากเผลอใส่เกียร์โดยไม่ตั้งใจขึ้นมาจริงๆ
- การจอดรถรับ-ส่งผู้โดยสารทุกครั้ง เป็นไปได้ควรเข้าเกียร์ว่าง (N) เป็นอย่างน้อย รอจนกว่าผู้โดยสารจะปิดประตูเรียบร้อยเสียก่อน จึงค่อยใส่เกียร์ เนื่องจากผู้ขับอาจเผลอปล่อยเบรกในจังหวะก้มหยิบของ หรือเอี้ยวตัวไปด้านหลัง จนเป็นอันตรายกับผู้โดยสารที่กำลังขึ้น-ลงได้
- ไม่ควรทำหลายสิ่งพร้อมๆกันในขณะขับรถ เช่น คุยโทรศัพท์, แต่งหน้า, ทานอาหาร ฯลฯ หากติดพันกับสายโทรศัพท์มาก่อนหน้านี้ ก็ควรสนทนาให้จบเสียก่อนจะเริ่มออกรถ

แต่ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจริงๆ ผู้ขับควรรีบตั้งสติแล้วปล่อยคันเร่ง เหยียบเบรคทันที แล้วอย่าลืมว่ายังมีตัวช่วยอื่นๆเพื่อให้รถหยุดหรือชะลอความเร็วลงได้ นั่นคือ การผลักไปคันเกียร์ไปเกียร์ว่าง (N), การดึงเบรกมือ รวมถึงการบิดกุญแจเพื่อดับเครื่องยนต์ แต่อย่างหลังนี้ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะจะทำให้หม้อลมเบรกใช้งานไม่ได้ ส่งผลให้มีโอกาสเหยียบได้เพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุดเมื่ออยู่หลังพวงมาลัยทุกครั้ง นั่นคือ ′สติ′ ที่จะช่วยให้เดินทางถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยนั่นเอง



Cr. matichon, thairath

ติดตามบทความดีๆ และ click like เพื่อสนับสนุนเราได้ทาง www.facebook.com/ruxalaiyont

สนับสนุนบทความดีๆ โดย รักษ์อะไหล่ยนต์ (Ruxalaiyont Limited Partnership)

ruxalaiyont:
      นํ้ามันเบรก เป็นสิ่งสำคัญที่เพื่อนๆ หลายคนอาจมองข้ามกันไป ปัจจุบันมีขายอยู่ทั่วไป คุณภาพในแต่ละยี่ห้อใกล้เคียงกัน อยู่ที่ว่าต้องการยี่ห้อไหนหรืออาจใช้ตามมาตรฐานของคู่มือรถที่ให้มาก็ได้ นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด
      การตรวจสอบน้ำมันเบรก ควรตรวจสอบให้อยู่ในระดับพอดีเสมอ หากปล่อยให้น้ำมันเบรกแห้งหรือรั่วไหลออกไป จนหมดหรือเหลือน้อย การเบรกอาจไม่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
       
     ขั้นตอนการเติมน้ำมันเบรก

     1.เปิดฝากระโปรงรถยนต์

     2.ถ้วยน้ำมันเบรกจะติดอยู่บริเวณชิดกับตัวถังรถในส่วนที่ติดกับกระจกให้เช็กระดับของน้ำมันเบรกในถ้วยว่าอยู่ในระดับไหน ถ้าระดับน้ำมันเบรกอยู่ MAX ไม่ต้องเติมน้ำมันเบรก MIN ต้องเติมน้ำมันเบรกให้ถึงเส้น MAX ห้ามเติมน้ำมันเบรกเกินระดับ MAX เพราะจะทำให้น้ำมันเบรกกระฉอกเวลารถวิ่ง น้ำมันเบรกจะทำปฏิกิริยากับสีรถหรือบริเวณใกล้เคียงให้เสียหายได้

     3.ก่อนเปิดฝาน้ำมันเบรกให้เช็ดทำความสะอาดบริเวณฝาปิด-เปิดให้สะอาดเพื่อป้องกันเม็ดทรายหรือละอองต่างๆตกลงไปอาจทำใหระบบเบรกเสียหายได้

     4.เติมน้ำมันเบรกลงไปในถ้วยตามระดับในข้อที่ 2

     5.ปิดฝาให้เรียบร้อย อย่าลืมก่อนปิดฝาต้องทำความสะอาดบริเวณฝาปิดถ้วยน้ำมันเบรกด้วย

     มีรถยนต์รุ่นเก่าบางรุ่น ถ้วยน้ำมันเบรกจะติดอยู่บริเวณหัวเก๋งด้านคนขับก็ใช้วิธีการเติมแบบเดียวกัน

     น้ำมันเบรกควรจะมีการเช็กถึงคุณสมบัติ เมื่อรถยนต์วิ่งได้ประมาณ 10,000 กิโลเมตร และเช็กทุก 10,000 กิโลเมตร จนถึง 40,000 กิโลเมตร จึงถ่ายน้ำมันเบรกเก่าออกแล้วเติมน้ำมันเบรกใหม่ลงไปแทนที่



Cr. sanook.com

ติดตามบทความดีๆ และ click like เพื่อสนับสนุนเราได้ทาง www.facebook.com/ruxalaiyont

สนับสนุนบทความดีๆ โดย รักษ์อะไหล่ยนต์ (Ruxalaiyont Limited Partnership)

Navigation

[0] Message Index

[#] Next page

[*] Previous page

Go to full version