Market Zone > Market Place for OPEL Spare Parts
รักษ์อะไหล่ยนต์ ย่านวรจักร จำหน่ายอะไหล่ Opel อะไหล่แท้ ทุกรุ่น มือหนึ่ง ถูก
Wutin10:
น่าสนใจๆ
ruxalaiyont:
@Wutin10 ขอบคุณครับคุณ Wutin10
หลังจากผ่านช่วงวันหยุดปีใหม่มา admin ขอให้เพื่อนๆทุกคนมีแต่ความสุข ความเจริญทุกคนน่ะครับ ^^
วันนี้ admin มีข่าว สรุปสถิติ 7 วันอันตราย ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคมถึงวันที่ 5 มกราคม มียอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนรวม 341 ราย บาดเจ็บ 3,117 คน เชียงใหม่มียอดผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด 18 ราย
นายวิบูลย์ สงวนพงษ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันที่ 7 และเป็นวันสุดท้ายของการรณรงค์ ในโครงการ “มอบความสุขทั่วไทย สัญจรปีใหม่ปลอดภัยทุกคน” โดยในวานนี้มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุ 265 ครั้ง เสียชีวิต 40 ราย บาดเจ็บ 274 คน สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุคือ ขับรถเกินกว่ากฏหมายกำหนดร้อยละ 27.17
สรุปสถิติสะสม 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2557 – 5 มกราคม 2558 เกิดอุบัติเหตุรวม 2,997 ครั้ง เสียชีวิตรวม 341 ราย บาดเจ็บรวม 3,117 คน จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดยังคงเป็นเชียงใหม่ จำนวน 133 ครั้ง จังหวัดที่มียอดผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุดคือ เชียงใหม่ จำนวน 18 ราย ส่วนจังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุดคือ เชียงใหม่ 129 คน ในส่วนของจังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตคือ สิงห์บุรี นครพนม สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุคือ เมาสุรากว่าร้อยละ 38.30
โดยนายวิบูลย์กล่าวว่า ในภาพรวมของการดำเนินการในปีนี้เป็นที่น่าพอใจ สถิติตัวเลขของการเกิดอุบัติเหตุลดลงถึง 5.5 เปอร์เซ็นต์ อัตราการเสียชีวิตลดลงถึง 7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีปัจจัยสำคัญจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการลดอุบัติเหตุในทุกระดับ ควบคู่กับการบังคับใช้กฏหมายการจราจรอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการขับรถเร็วเกินกำหนดและเมาแล้วขับอีกด้วย
Cr. SpringNewsTV
ติดตามบทความดีๆ และ click like เพื่อสนับสนุนเราได้ทาง www.facebook.com/ruxalaiyont
สนับสนุนบทความดีๆ โดย รักษ์อะไหล่ยนต์ (Ruxalaiyont Limited Partnership)
ruxalaiyont:
หลายๆคนคิดว่า การเติมลมยางสำคัญขนาดไหน แล้วควรเติมลมยางอย่างไรที่จะยืดอายุการใช้งานของยางได้... วันนี้ admin มีคำตอบมาบอกเพื่อนๆกันละ
1.) เติมลมเมื่อยางเย็น
อันที่จริงควรเช็คลมยางในขณะที่ยางเย็น หรือก่อนการใช้งานนะครับ แนะนำตอนเช้าก่อนขับออกไปทำงานก็ได้ เพราะเมื่อล้อเริ่มหมุนยางจะเกิดการเปลี่ยนรูป ทำให้อากาศภายในเกิดการเคลื่อนไหวจนทำให้เกิดความร้อนขึ้น แล้วจะทำให้ค่าที่ได้จากการวัดแรงดันผิดเพี้ยน เพราะฉะนั้นควรเติมลมเพิ่มขึ้นอีก 2 ปอนด์เพื่อชดเชยความดันอากาศที่ขยายตัว
2.) การสูบลมยาง
- ตรวจเช็คลมยางขณะที่ยางยังเย็นอยู่หรือในช่วงเวลาก่อนออกเดินทางและปรับแต่งให้ถูกต้องตามอัตราที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์กำหนดเป็นประจำ
- ในกรณียางใหม่ ให้เพิ่มความถี่(ขยันนิดนึง)ในการตรวจเช็คลมยางให้มากกว่าปกติ (ในช่วง 3,000 กม. แรก) เนื่องจากโครงยางในช่วงนี้จะมีการขยายตัวทำให้ความดันลมยางลดลง
- ห้ามปล่อยลมยางออก เมื่อความดันลมยางสูงขึ้นในขณะกำลังใช้งานเพราะความร้อนที่เกิดขึ้นขณะที่ใช้งานเป็นตัวทำให้ความดันลมภายในยางสูงขึ้น
- เพื่อป้องกันลมรั่วซึมที่วาล์ว ควรเปลี่ยนวาล์วและแกนวาล์วทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่และมีฝาปิดวาล์ว(จุ๊บลม)ตลอดเวลา
- สำหรับยางอะไหล่ ให้ตรวจเช็คลมยางให้ถูกต้องทุกครั้งอยู่เสมอ
- ในกรณีรถเก๋งที่ขับด้วยความเร็วสูง หรือเดินทางไกล ให้เติมลมยางให้มากกว่าปกติ 3-5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
3.) ตรวจเช็คความดันลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง
ควรตรวจเช็คความดันลมยางของรถคุณ ให้อยู่ระดับที่ผู้ผลิตกำหนดเพื่อให้หน้ายางสัมผัสกับผิวถนนได้อย่างสม่ำเสมอ โดยปกติโรงงานประกอบรถยนต์จะระบุระดับความดันลมยางที่เหมาะสมกับรถไว้บนแผ่นโลหะบริเวณขอบประตูหรือกำหนดในคู่มือประจำรถ การเติมลมยางที่ถูกต้องจะช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและยังช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับรถคุณอีกด้วย
4.) การเติมลมยางมากเกินไป
จะทำให้หน้าสัมผัสของยางกับพื้นผิวถนนลดลง ดอกยางบริเวณกลางจะสึกมากกว่าด้านข้างทั้งสอง รถกระดอนเมื่อวิ่งบนถนนขรุขระและการรับแรงและการยืดหยุ่นด้อยลง เมื่อมีการรับน้ำหนักหรือการกระแทก ก็อาจทำให้เกิดการระเบิดของยางได้ง่าย เพราะฉะนั้นควรเติมให้พอดีๆ
5.) การเติมลมยางน้อยไป
จะทำให้ดอกยางไม่เรียบ สังเกตุได้โดยดอกยางบริเวณไหล่ยางจะสึกเร็วกว่าบริเวณกลางยาง การหมุนหรือบังคับ พวงมาลัย ได้ยากขึ้น เกิดความร้อนสูงขณะยางเปลี่ยนรูปและแรงกระแทกจะทำให้โครงสร้างผ้าใบเสียหาย และไม่สามารถคืนกลับสภาพเดิมได้
6.) เช็คลมยางอย่างไรให้ถูกต้อง
ลมยางจะลดลงโดยตัวมันเองประมาณ 2-3 ปอนด์ต่อตารางนิ้วต่อเดือน ดังนั้นจึงควรเช็คลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง ขณะที่ยางยังเย็นอยู่ โดยเติมลมยางตามคู่มือรถแต่ละคันที่ติดอยู่ที่ข้างประตูรถ
7.) การสลับตำแหน่งยาง
ยางรถยนต์จะเกิดการสึกหรอไม่เท่ากันทุกเส้น โดยมีหลายสาเหตุ เช่น สภาพรถ, สภาพผิวถนน, ศูนย์ล้อ, การหักเลี้ยวของรถ, การสูบลมยาง, ลักษณะการขับขี่ เป็นต้น โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในตำแหน่งล้อหน้าจะเกิดการสึกผิดปกติของดอกยางง่ายที่สุด ดังนั้น เพื่อให้ยางมีอายุการใช้งานได้นาน ควรสลับตำแหน่งยางยางทุก 10,000 กม. เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
Cr. OLX.co.th
ติดตามบทความดีๆ และ click like เพื่อสนับสนุนเราได้ทาง www.facebook.com/ruxalaiyont
สนับสนุนบทความดีๆ โดย รักษ์อะไหล่ยนต์ (Ruxalaiyont Limited Partnership)
ruxalaiyont:
วันนี้ admin ไปเจอ 5 อันดับพฤติกรรมขับรถยอดแย่ ที่ทุกคนต้องร้อง “ยี้” .... เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย และถึงจุดมุ่งหมายอย่างสวัสดิภาพ เราควรหลีกเลี่ยงจาก 5 อันดับพฤติกรรมในการขับขี่เหล่านี้ :)
อันดับ 1 เปิดไฟสูงค้างไว้ตลอด
การเปิดไฟสูงค้างไว้เป็นการทำลายสมาธิของรถคันอื่นอย่างหนึ่ง เพราะแสงไฟจากหน้ารถเป็นแสงที่มีความเข้มสูง อาจรบกวนสายตาของคนขับ ทำให้สายตาเกิดการพร่ามัวไปชั่วขณะได้ ซึ่งอาจเกิดจากความไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะมือใหม่หัดขับที่ยังใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในรถไม่คล่อง เผลอเปิดไฟสูงโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการเปิดไฟสูงค้างไว้แบบนี้อาจเป็นอันตรายกับรถคันหน้าหรือรถที่ขับสวนมาได้
อันดับ 2 ขับช้าแต่แช่เลนขวา
“ขับเร็วชิดขวา ขับช้าชิดซ้าย” คำนี้เราได้ยินกันจนจำขึ้นใจ แต่ก็ยังไม่วายเจอพฤติกรรมขับรถแช่ในช่องจราจรด้านขวาอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของคนขับก็ตาม แต่ในทางกฎหมายบ้านเราได้กำหนดให้เลนขวามีไว้สำหรับการแซงเท่านั้น พฤติกรรมการขับรถแช่เลนขวาจะทำให้ผู้ขับขี่ที่ขับเร็วกว่า จำเป็นต้องแซงขึ้นไปทางซ้ายแทน ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้มากกว่า
อันดับ 3 ปาดหน้าก่อนถึงแยก
เวลาเร่งรีบแต่ต้องมาเจอรถติดหนัก พฤติกรรมที่พบเห็นได้บ่อยๆ ตามทางแยก เห็นจะเป็นการปาดหน้าเอาดื้อๆ นี่แหละ จะมีรถส่วนหนึ่งที่ไม่ยอมอดทนต่อแถวเหมือนคันอื่นเขา แต่จะใช้วีธีลัดด้วยการขับแทรกหรือแซงขึ้นมาเบียดหัวแถวก่อนถึงทางแยกเล็กน้อย พวกนี้เห็นแล้วมันน่านัก! พฤติกรรมแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการแซงคิวซื้อของเลย นอกจากจะขวางการจราจรเลนอื่นแล้ว ยังทำให้รถเคลื่อนตัวได้ช้ากว่าปกติด้วย
อันดับ 4 ไม่เปิดสัญญาณไฟเลี้ยว
เวลาเราจะขับรถเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ไฟเลี้ยวเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยเมื่อต้องการเลี้ยวหรือเปลี่ยนเลน แต่เดี๋ยวนี้กลับมีผู้ขับขี่จำนวนมากที่เปลี่ยนเลนหรือเลี้ยวโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว ทำแบบนี้ระวังคนขับรถอีกเลน เขาจะตกใจเอานะ ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้นี่แหละที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุมาแล้วนับไม่ถ้วน
อันดับ 5 ขับรถเร็วกว่าที่กฎหมายกำหนด
นี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเป็นอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ ตามปกติการขับรถบนท้องถนน ทางกฎหมายกำหนดให้ผู้ขับขี่ใช้ความเร็วได้ 90 กม./ชม. ซึ่งก็ถือว่าไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไป ความเร็วเท่านี้ก็นับว่าเพียงพอแล้วสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน หากขับรถด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดนี้ จะทำให้เรามีเวลาตัดสินใจน้อยลงหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น เท่ากับว่ามีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายได้
Cr. sanook.com
ติดตามบทความดีๆ และ click like เพื่อสนับสนุนเราได้ทาง www.facebook.com/ruxalaiyont
สนับสนุนบทความดีๆ โดย รักษ์อะไหล่ยนต์ (Ruxalaiyont Limited Partnership)
ruxalaiyont:
หลายๆคนอาจสงสัยว่า เจ้า Battery มันต้องรักษา ดูแล หรือ เช็คสภาพยังไง วันนี้ admin มีคำตอบแล้วครับ
วิธีการดูแล Battery อย่างง่ายๆ มีดังนี้
1. ตรวจสอบสภาพของแบตเตอรี่เสมอ อย่าให้มีรอยแตกร้าว เพราะจะทำให้แบตเตอรี่ไม่เก็บประจุไฟฟ้า
2. ดูแลขั้วแบตเตอรี่ให้สะอาดเสมอ ถ้ามีคราบเกลือเกิดขึ้น ให้ทำความสะอาด
3. ตรวจสภาพของระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่ทุกๆ 1 สัปดาห์
4. ตรวจเช็กระบบไฟชาร์จของอัลเตอร์เนเตอร์ ว่าระบบไฟชาร์จต่ำหรือสูงไป ถ้าต่ำไป จะมีผลทำให้กำลังไฟไม่พอใช้ในขณะสตาร์ตเครื่องยนต์ หรือถ้าสูงไปจะทำให้ น้ำกรดและน้ำกลั่นอยู่ภายในระเหยเร็วหรือเดือดเร็วได้ ในช่วงเวลาเดียวกัน
5. ช่วงที่มีอากาศหนาวหรืออุณหภูมิต่ำ ประสิทธิภาพการแพร่กระจาย ของน้ำกรด และน้ำกลั่นจะด้อยลง เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้กระแสไฟมากๆ ขณะอากาศเย็น
6. ควรศึกษาถึงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ให้เหมาะสมกับแบตเตอรี่และไดชาร์จ เพื่อที่จะให้วงจรการไหลของไฟฟ้าเป็นไปด้วยดี
7. ควรเติมน้ำกลั่นให้ได้ตามระดับที่กำหนด ไม่ควรเติมต่ำหรือสูงเกินไป (เติมสูงไป เป็นสาเหตุหลักทำให้ขี้เกลือขึ้นเร็ว แบตสกปรกเร็ว)
เมื่อเราใช้แบตเตอรี่ไปได้สัก 1 ปีครึ่ง หรือ 2 ปี แบตเตอรี่จะเริ่มเสื่อมสภาพ
หากสังเกตดีๆ เมื่อแบตเตอรี่ใกล้เสื่อมสภาพจะมีสัญญาณเตือนดังนี้
1. เครื่องยนต์เริ่มสตาร์ทติดยาก
2. ไฟหน้าไม่ค่อยสว่าง
3. ระบบกระจกไฟฟ้าทำงานช้าลง
4. ระบบไฟฟ้าในรถทำงานผิดปรกติ
เมื่อมีสัญญาณเตือนดังนี้ ก็เข้าร้านที่ไว้ใจได้ เปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เลย
บาง ครั้ง หากมีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์เพิ่ม แบตเตอรี่ก็ควรถูกปรับเปลี่ยนความจุให้มีมากขึ้นด้วย ซึ่งหากมีการติดตั้งแบตเตอรี่ใหม่ในยานพาหนะ ควรปฏิบัติดังนี้
1. สังเกตว่าแบตเตอรี่ใหม่ ซึ่งจะใช้ติดรถ อยู่ในสภาพไฟเต็ม
2. ควรบันทึกวันที่เริ่มใช้แบตเตอรี่ใหม่ ไว้เพื่อการตรวจสอบสภาพ เป็นช่วงๆ (ผมใช้ปากกาเมจิกเขียนที่ตัวแบตเลย)
3. ยึดแบตเตอรี่และแท่นวางแบตเตอรี่ให้แน่น ไม่เคลื่อนไหว
4. ถ้าแบตเตอรี่มีท่อยาวระบายอากาศ อย่าให้ท่อระบายอากาศถูกกดทับเพราะอาจทำให้แบตเตอรี่ระเบิดได้
5. ใส่ขั้วไฟก่อน (อาจเป็นขั้วบวกหรือขั้วลบก็แล้วแต่ชนิดของรถ) ก่อนใส่ควรขยายขั้วสวมให้โตกว่าขั้วแบตเตอรี่เล็กน้อย ห้ามตอกขั้วต่ออัดลงไปเพราะจะทำให้ขั้วแบตเตอรี่ทรุดตัว แบตเตอรี่อาจเสียหายได้ (ถ้าลำบากนักก็ให้ร้านเขาใส่ ถ้าร้านทุบหัวขั้วแบตทรุด ก็ทุบหัวเจ้าของร้านเลย)
6. เมื่อต่อขั้วเรียบร้อย ทาขั้วด้วยจารบี หรือวาสลิน
7. ต่อขั้วดินเป็นอันดับสุดท้าย
จากนั้นก่อนสตาร์ทเครื่อง ก็ควรตรวจดูความถูกต้องในการต่อขั้วอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของรถยนต์และตัวคุณเอง
Cr. kautosmilesclub
ติดตามบทความดีๆ และ click like เพื่อสนับสนุนเราได้ทาง www.facebook.com/ruxalaiyont
สนับสนุนบทความดีๆ โดย รักษ์อะไหล่ยนต์ (Ruxalaiyont Limited Partnership)
Navigation
[0] Message Index
[#] Next page
[*] Previous page
Go to full version